รีวิว Bodhi Serene Chiang Mai

รีวิวโรงแรมโพธิ ศิรีนทร์ เชียงใหม่

Bodhi Serene Chiang Mai อีกหนึ่งโรงแรมบูติกสวยใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่นี่มีดีมากกว่าทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง หลายๆอย่างของที่นี่ทำให้ผมรู้จักกับคำว่า “เวลาเดินช้าลง” ทุกอย่างรอบๆตัวเหมือนมันดูช้าลง เงียบสงบ และ มีเสน่ห์

เพื่อให้ได้อรรถรสในการชมรีวิวนี้ ฟังเพลงนี้ไปด้วยนะครับ

ขอพูดถึงทำเลที่ตั้งก่อนเลยละกัน เรื่องทำเลที่ตั้งผมให้ 9 คะแนน เลยล่ะครับเพราะอยู่ใจกลางเมือง อยู่ระหว่างถนนคนเดินประตูท่าแพกับถนนคนเดินวัวลาย จะเดินไปทางไหนก็สะดวก ที่ตั้งของโรงแรมอยู่ในซอยถัดเข้ามา ไม่ค่อยจะมีรถผ่านสักเท่าไหร่นักเพราะฉะนั้นจึงเงียบสงบเหมือนอยู่ตามชานเมืองเลยทั้งทีอยู่กลางเมืองแท้ๆ

วันนี้นายพัก…สบาย ขอเปิดประตูบ้าน โรงแรมโพธิศิรินทร์ ต้อนรับเพื่อนๆกันนะครับ

ก้าวแรกที่เราเข้าสู่โรงแรม เราจะพบกับงานศิลปะแบบพม่าคอยต้อนรับเราอยู่ เหมือนเป็นการบอกให้แขกที่มาเยือนได้รับรู้ว่า คุณได้ก้าวเข้ามาสู่อาณาจักรล้านนาแล้วนะ

บริเวณลอบบี้ที่นี่ตกแต่งแบบเรียบง่ายใช้ศิลปะล้านนาผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์แบบจีน แถมยังได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะ ของ สะล้อ ซอ ซึง มาเปิดให้เข้ากับบรรยากาศ ทุกอย่างดูไปด้วยกันได้ดีจริงๆ ไม่มีเยอะเกินไป หรือน้อยเกินไปครับ

เมื่อมาถึงชานเรือนก็ต้อนรับกันด้วย เวลคัมดริ้ง น้ำมะนาวใสๆ หอมหวานเย็นชื่นใจ เป็นเวลคัมดริ้งที่แรกเลยครับที่ผมต้องเอ่ยปากขออีก 2 แก้ว ทานแล้วสดชื่นหายเหนื่อยจริงๆ

เอาล่ะครับ ดื่มน้ำมะนาวเย็นๆชื่นใจ แล้วเราฝากกระเป๋าไว้ที่ลอบบี้กันก่อน ผมขอพาเพื่อนๆไปดูบรรยากาศรอบๆโรงแรมกันก่อนดีกว่า

ขอเริ่มจากสนามหญ้าส่วนหน้าลอบบี้ จุดนี้จะมี จักรยานให้เราเช่าด้วย 24 ชั่วโมง 100 บาท เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มีโอกาสใช้เจ้ารถถีบนี่เที่ยวรอบๆเมือง ขอบอกว่า ประทับใจมาก ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดยังไง แต่ มีความสุขมากเวลาถีบรถถีบ ออกไปเที่ยว สายลมพัดมาเอื่อยๆ สายตามองผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นอารมณ์ที่สุดยอดมากเลยครับ  ( แต่ระวังรถยนต์กันด้วยนะครับ เดี๋ยวนี้เชียงใหม่รถเยอะมาก )

จุดนี้ผมถือว่าเป็นหัวใจของรีสอร์ทนี้เลย ความเขียว ความสดชื่น ความร่มรื่น และ ธรรมชาติอันแสนเงียบสงบ ทุกอย่างมันผสมผสานกันลงตัวเสียเหลือเกิน ผมขอวางกล้องตัวโปรด แล้วทิ้งตัวนั่งลงอย่างช้าๆบนเก้าอี้ไม้ตรงมุมคูน้ำ หยิบหนังสือเล่มโปรดมานั่่งอ่าน พร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นที่ชอบ คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมมีความสุขมากขนาดไหน…..

ลานกิจกรรมตรงนี้ ถือเป็นแบบจำลองเมืองเชียงใหม่ขนาดเล็กๆครับ ล้อมรอบด้วยคูเมืองทั้งสี่ด้าน ใครที่ชอบเล่นโยคะผมแนะนำที่ตรงนี้เลยครับ เพอเฟคมากๆๆ ลองหลับตานึกภาพดูนะครับ ถ้าคุณได้มาเล่่นโยคะยามเช้าๆๆ บนพื้นหญ้านุ่มๆ หอมๆ ล้อมรอบด้วยคูน้ำเล็กๆ ต้นไม้เขียวขจี และอาคารสวยๆรูปแบบสมัยก่อน อืม…… มันจะสุดยอดแค่ไหนนะ

รอบๆคูน้ำจะมี รูปแกะสลัก วิถีชีวิตชาวเชียงใหม่ ทั้ง 4 มุมเมือง อย่างทางทิศตะวันตกก็จะเป็นรูปคนปั้นหม้อแสดงถึงความรุ่งเรืองของชาวสันกำแพง ทิศอื่นๆก็จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไปต้องลองเดินชมกันดูครับ

บรรยากาศภายในอาคารที่พักจะเป็นอาคารปูนสีขาวแบบสมัยก่อนตัดกับงานไม้สีน้ำตาลเข้ม บรรยากาศดูแล้วชวนให้ระลึกถึงบรรยากาศในสมัยก่อนจริงๆครับ

ห้องสมุดที่นี่ให้อารมณ์เดียวกับที่ลอบบี้เลยล่ะ มีกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนาผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสไตล์จีน ใครที่ชอบการตกแต่งสไตล์นี้คงนั่งอยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวัน

ถึงแม้โรงแรมจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่โตกว้างขว้างอะไรมากนัก ห้องพักก็มีไม่มากมีเพียงแค่ 45 ห้องเท่านั้น แทนที่โรงแรมจะเลือกสร้างห้องพักเพิ่มเพื่อเหตุผลทางธุรกิจในพื้นที่ส่วนนี้ แต่โรงแรมกลับเลือกสร้างสระว่ายน้ำสวยๆไว้บริการแขกที่มาพักแทน จุดนี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในบริการของเจ้าของโรงแรมเลยครับ

ห้องอาหารหลักของที่นี่มีเพียงห้องอาหารเดียวเท่านั้น เป็นห้องอาหารขนาดเล็กๆแต่บรรยากาศดี และ ราคาอาหารก็ไม่แพงอย่างที่คิด อาหารตกจานละ 100 กว่าบาท มีทั้งอาหารไทยและอาหารต่างชาติ รสชาติอาหารอาจมีติดฝรั่งบ้าง แต่โดยรวมผมว่าอร่อยนะครับ โดยเฉพาะ ยำมะม่วงปลาทอด ผมชอบมาก

ห้องอาหารเช้าของที่นี่ จะอยูชั้นล่างของห้องอาหารหลักครับ ไลน์อาหารที่นี่ไม่ได้มีมากมายเหมือนโรงแรมอื่นๆ จะมีบุฟเฟ่ต์ไลน์เล็กๆ กับเมนูอาหารพิเศษที่สั่งได้ตลอด ผมแนะนำ My Bodhi เมนูเด็ดของที่นี่ ไข่กระทะกับหมูสับ+แฮม+กุนเชียง ผัดกระเทียมพริกไทย รสชาติ หวานๆเค็มๆมันๆ

ถึงเวลาที่เราจะกลับไปรับกระเป๋าที่ลอบบี้กันแล้วครับ ไปครับเราไปพักผ่อนในห้องพักกันดีกว่า วันนี้ผมเข้าพักที่ห้อง Deluxe Room เพียงแค่ห้องระดับเริ่มต้นของที่นี่ก็ทำเอาผมประทับใจแล้วครับ ห้องที่นี่มีขนาดกว้างขวางพอดูเลย การตกแต่งเน้นไปสไตล์เรียบๆ สีโทนต่างๆที่ใช้ในห้องดูออกทึมๆไปสักนิด ทำให้อารมณ์ห้องดูเคร่งขรึมไปสักหน่อย ห้องน้ำใหญ่โตกว้างขวาง แยกโซนเปียกโซนแห้ง  อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ และชักโครกมีสายชำระให้

เช่นเดิมครับไม่พลาดที่ผมจะพาไปชมห้องในรูปแบบอื่นๆ Executive Room ลักษณะห้องจะดูคล้ายห้อง Deluxe Room อยู่มาก แตกต่างกันที่เลย์เอ้าท์นิดๆหน่อยๆกับขนาดห้องที่เพิ่มเข้ามา

ป.ล.สำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนสามารถแจ้งกับทางโรงแรมได้นะครับ ว่ามาฮันนีมูนทางโรงแรมจะจัด ธีมห้องให้เป็นสำหรับคู่รักให้ครับ

1 Bedroom Suite เป็นห้องอีกห้องที่ลงตัว การจัดรูปแบบห้อง คล้ายคอนโดนิดๆ ห้องน้ำที่นี่จะคล้ายๆกันหมดครับ อ่างก็มีขนาดเท่ากัน แค่วางเลย์เอ้าท์ไม่เหมือนกันเท่านั้นเองครับ

2 Bedroom Suite ห้องที่ดีที่สุดของที่นี่ห้องค่อนข้างกว้างมากเลยครับ ห้องน้ำก็ไม่ต่างจากห้อง 1 Bedroom Suite แต่เพิ่มห้องแต่งตัวให้ 1 ห้องครับ

สำหรับคนที่ชอบทำบุญตักบาตรในตอนเช้าสามารถแจ้งเรื่องใส่บาตรกับทางโรงแรมได้นะครับ ว่าต้องการใส่บาตรทางโรงแรมจะมีจัดชุดใส่บาตรไว้ให้ฟรี (แต่ไม่ได้มีให้ทุกวันนะครับ อันนี้ต้องลองเช็คกับทางโรงแรมมดูอีกทีว่ามีให้วันไหนบ้าง)

เรามาเข้าสู่บทสรุปกันดีกว่าว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

ถูกใจใช่เลย

1.ทำเลที่ตั้งดีมากๆครับ อยู่ใจกลางเมือง อยู่ระหว่างถนนคนเดินประตูท่าแพกับถนนคนเดินวัวลาย จะเดินไปทางไหนก็สะดวก

2.ภายในรีสอร์ทเงียบสงบ ร่มรื่น และสดชื่นมากๆๆครับ เหมือนอยู่ตามชานเมืองเลย

3.ห้องค่อนข้างกว้างขวางและอยู่สบาย ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นเลยครับ

4.ราคาห้องพักช่วงโลว์จะอยู่ที่ประมาณ 2000 กว่า ถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคา นะครับ ทั้งแง่สถานที่ ทำเล และบริการ

5.WiFi ฟรีทั้งโรงแรมเลยคร้าบบบบบบ

6.ห้องน้ำมีสายชำระด้วย ปลื้มๆ

ไม่โดนใจเอาซะเลย

1.ภายในห้องพัก ตกแต่งด้วยโทนสีและโทนแสงที่ดูทึมๆไปสักนิดผมไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่

2.ในบางจุดก็มีแอบทรุดโทรมลงไปบ้างเล็กน้อยตามกาลเวลา อาจจะต้องมีการซ่อมแซมปรับเปลี่ยนกันบ้าง

3.เนื่องจากภายในรีสอร์ทมีต้นไม้เยอะมากๆๆ เรื่องแมลงและยุงจึงหนีไม่พ้น

Leave a Reply