รีวิว Dhara Dhevi Chiang Mai

รีวิว โรงแรมดารา เทวี เชียงใหม่

“สวัสดีเจ้า สะบายดีก่อ” วันนี้ทักทายกันเป็นภาษาเหนือเลย ไดอารี่หน้านี้ของนายพัก….สบาย คอนข้างจะพิเศษหน่อยเพราะจะพาไปสัมผัส รีสอร์ทที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะคอนเซ็ปของรีสอร์ทแห่งนี้คืออณาจักรล้านนาที่หายสาปสูญไป ทุกย่างก้าวที่คุณเดินในรีสอร์ทแห่งนี้ คุณจะสัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมล้านนาที่หล่อหลอมวัฒนธรรมความเป็นไทย พม่า และลาว เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียวครับ มาครับ มากับผม ผมจะพาไปสัมผัสกัน
ขอเริ่มจากการเดินทางก่อน ดาราเทวีจะอยู่แถวๆสันกำแพง อยู่ในซอยวัดบวกครกหลวง ทำเลที่ตั้งถ้าถามว่าห่างตัวเมืองมั้ย ประมาณ 7-8 กิโลเห็นจะได้นะครับ การจะมาที่นี่นอกจากจะเหมาแท๊กซี่หรือมีรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ทางที่ประหยัดที่สุดคือ รถสองแถวขาวหน้าตลาดกาดลำไย ราคา 20 บาท ลงตรงหน้าปากซอยวัดบวกครกหลวง แล้วเดินเข้าซอยไปประมาณ 5 นาที ก็จะถึงที่หมาย

รีสอร์ทแห่งนี้ค่อนข้างจะต่างจากรีสอร์ทอื่นๆอยู่สักหน่อย เพราะว่าถูกวางแปลนมาให้เป็น อณาจักร หรือ นครโบราณอะไรสักอย่าง มีทั้งประตูเมือง ปราสาทมหาราชวัง ตำหนักต่างๆ จนบางทีช่วงที่พักอยู่ ผมยังนึกว่าตัวเองมาใช้ชีวิตอยู่ในวังหรือโรงแรมกันแน่ เอาล่ะครับถึงเวลาแล้วที่เราจะไปบุก เมืองดาราเทวีนครกันแล้ว ใครอยากรู้ลึก รู้จริง เดินตามหลังผมมาเลยครับ แล้วคุณจะได้รู้จักที่นี่มากกว่าที่คุณเคยรู้

จากประตูเมือง ดาราเทวีนคร ผมขอพาเพื่อนๆไปเช็คอินกันที่ลอบบี้ก่อนนะครับ ลอบบี้คือส่วนที่อลังการที่สุดของรีสอร์ทแห่งนี้แล้ว ลอบบี้คือตัวแทนของพระราชวัง อุปมาเหมือนเราเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญของเมือง หลังจากเข้าเมืองมาแล้วเจ้าเมืองก็อยากจะทักทายเซย์ฮัลโหลกับเรา ท่านก็เชิญเรามาที่พระราชวังแห่งนี้เสียก่อน (แต่ไม่มีเจ้าเมืองจริงๆนะ มีแต่ พนักงานเช็คอิน T__T )

บรรยากาศภายในลอบบี้เมื่อเทียบกับภายนอก อลังการเทียบกันกับด้านนอกไม่ได้เลยครับ ขอบอก

ที่ลอบบี้นี้จะมีบาร์อยู่หนึ่งบาร์ชื่อ ฮอร์นบาร์ บรรยากาศสวยแบบแปลกๆยังไงไม่รู้เนอะ ว่ามั้ย

และห้องอาหารหลักของโรงแรม อาหารเช้าเราก็ทานกันที่นี่แหละครับ ชื่อ อกาลิโก แปลว่า เหนือกาลเวลา นั้นเอง (เป็นภาษาที่ใช้กันทางพระธรรม)

ไหนๆมาถึงที่นี่ล่ะ ขอแอบเข้าไปดูสักหน่อย ที่นี่ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้วก็คือห้องเสวยพระกระยาหารของเจ้าเมือง ทุกเช้าเราก็ต้องออกจากบ้าน(ห้องพัก)เพื่อมาทานอาหารเช้าตามคำเชิญของเจ้าเมืองนั้นเอง

บรรยากาศอลังการแบบไทยปนพม่านะผมว่า ฝรั่งเห็นแล้วได้กรี้ดแต๋วแตกแน่ๆ ( แต่คนไทยอาจจะดูว่ามันเฉยๆ )

อาหารเช้าค่อนข้างมีหลากหลายอย่างทีเดียว จากตรงนี้ผมขอให้ภาพบอกเล่าเรื่องราวแทนคำพูดจะดีกว่า อิอิ

บรรยากาศโซนโอเพ่นแอร์ เป็นจุดที่ผมว่าน่านั่งที่สุดแล้วครับ ยิ่งวันอากาศดีๆด้วย ชิลล์ได้อีกจริงๆ

รสชาติอาหารโดยรวมทั้งหมด ขอบอกตรงๆเลยว่า มัน…ธรรมดามากกกกครับ ( เมื่อเทียบกับความเป็น 5 ดาวของโรงแรมนี้ ) 555555

ส่วนที่โดเด่น นำโด่ง เรียกว่าอร่อยเกินหน้าตาอย่างอื่นเลยคือ เพรสตี้ เบเกอรี่เหล่านี้ กรอบนอกนุ่มใน หอม อร่อยมั้กๆ

อิ่มหนำสำราญกันไปแล้ว (ไม่ได้บอกว่าอิ่มอร่อยนะ) ไปครับเราจะไปชมบรรยากาศรอบๆดาราเทวีนครกันดีกว่า พาหนะที่ใช้ที่นี่หลักๆแล้วมีด้วยกัน 3 อย่าง คือรถบักกี้ (ต้องโทรตาม) จักรยาน (ยืมไว้ใช้ได้เลย) และรถม้า (จะประจำอยู่บริเวณประตูเมือง ส่วนใหญ่ก็พาแขกวนดูรอบๆรีสอร์ท)

จักรยาน นี่แหละครับคือของที่สะดวกที่สุด คือ ยืมไว้ใช้เลย จะไปไหน ตอนไหนก็ไม่ต้องรอใครครับ

เอาล่ะครับ เอาจักรยานไปคนล่ะคัน ได้แล้ว ขี่แล้วตามผมมาเลยยยยย จุดแรกที่เราจะพาไปชมคือ บริเวณประตูเมือง ขึ้นชื่อว่า เมือง ก็ต้องมีวัดครับ วัดนี้คือวัดแห่งเดียวในรีสอร์ทแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่แห่งแรกที่สร้างขึ้นก่อนจะสร้างรีสอร์ทเลยก็ว่าได้

เป็นศิลปะแบบล้านนาที่แสนงดงาม แต่ถ้ามาเดินช่วงกลางคืนคนเดียวก็ยังไงๆอยู่นะ

จุดที่ใกล้ๆกับวัดคือโรงละครกลางแจ้งครับ ออกแบบมาคล้ายๆ โคลิเซี่ยม

ถัดเข้ามา จากโรงละควรกลางแจ้ง เราจะมาอยู่ในจุดที่เรียกว่าสวยที่สุดอีกแห่งของดาราเทวีนครแห่งนี้ เพราะจุดนี้เรียกได้ว่าได้รับแรงบรรดาลใจจากศิลปะความงดงามของเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่ามาแบบเต็มๆ

บริเวณนี้คือ สปาของที่นี่ครับ ชื่อ เทวาสปา เราเดินชมบรรยากาศโดยรอบๆกันก่อน จุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่โชว์งานศิลปะงานไม้แกะสลัก มากที่สุดในรีสอร์ทแล้วครับ

ลองเปรียบเทียบกับ ตำหนักทรงธรรม วัดชเวนันดอร์ แห่งเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า กันดูครับจะเห็นว่าคล้ายกันมากๆ

สปาที่นี่ค่อนข้างจะต่างจากสปาที่อื่นตรงที่ มีแพทย์อายุรเวทคอยให้คำปรึกษา เกี่ยวกับการสปาด้วย

จุดนี้นี้คือสปาน้ำอุ่น Watsu  วัตสุ คือ การนวดบำบัด เพื่อความสะดวกในข้อจำกัดของกล้ามเนื้อ และข้อต่อและจัดการกับร่างกายของผู้ป่วยที่ในรูปแบบที่เป็นไปไม่ได้บนบก การนวด Watsu สามารถบรรเทาความหลากหลายของโรคที่เฉพาะเจาะจงและยังสามารถใช้เป็นระบบการนวดทั่วไปเพื่อส่งเสริมมากกว่าการผ่อนคลายทั้งหมด จะได้รับการใช้อย่างมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดเรื้อรังเพื่อช่วยการฟื้นตัวจากการผ่าตัดและการบาดเจ็บและข้อ จำกัด การเคลื่อนไหวฟรี นอกจากนี้ยังส่งเสริมความยืดหยุ่นในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อการหายใจที่สมบูรณ์, การลดลงในระดับที่วิตกกังวลและความเครียดการนอนหลับที่ดีขึ้นและการย่อยอาหาร การนวดบำบัด Watsu นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาสภาพเช่นบาดเจ็บสมอง บาดเจ็บไขสันหลัง

บรรยากาศ ภายในห้องสปาสไตล์โคโรเนียล ขาวๆวิ้งๆ ผมว่าแบบนี้สวยดีนะครับ

ฝั่งตรงข้ามของสปา คือ ตำหนักที่เคยใช้เป็นลอบบี้เก่าของรีสอร์ทมาก่อน ซึ่งตอนนี้จัดไว้ให้เป็นที่นั่งเล่น นั่งพักผ่อนของแขกที่มาเข้าพัก

ภายในตำหนักแห่งนี้ เห็นว่ากันว่า ของตกแต่งส่วนใหญ่เป็นของเก่าจริง โบราณจริงจากพม่า

วิวจาก ตำหนัก จะเห็นวิวทุ่งนา และวิธีชีวิตความเป็อยู่ของชาวล้านนาด้วยครับ

เอาล่ะครับเราลงมาดู บรรยากาศนาข้าว กันดีกว่า ทางรีสอร์ทจะมีนาอยูสองส่วน คือ  นาเหนือและนาใต้ครับ ถึงแม้ผมจะเป็นคนไทย เกิดและโตในเมืองไทย แต่ยอมรับเลยครับ ในชีวิตนี้มีโอกาสใกล้ชิดนาข้าวแบบนี้นับครั้งได้เลย

จากมุมนี้เราจะเห็น ห้องอาหารที่หรูหราที่สุดของที่นี่ด้วย ห้องอาหารฝรั่งเศส

ทางรีสอร์ทจะมีกิจกรรม ขี่บุญชอบดำนากันด้วยครับ เป็นกิจกรรมที่คนไทยอาจร้องยี้ แต่ฝรั่งต้องกรี้ดกราดกันแน่นอนเลย

ณ บริเวณนี้ นาเหนือ จะมีสระว่ายน้ำอยู่ด้วยหนึ่งสระ สระนี้ชื่อสระลอยคำครับ สระว่ายน้ำนี้จะถูกแบ่งเป็นสองระดับ สระล่างความลึกไม่มากเท่าไหร่ เล่นน้ำกันได้สบายๆครับ

แต่สระบนนี่สิ 1.9 เมตร มิดหัวผมไปเยอะเลยครับ จะเล่นสระนี้ต้องว่ายน้ำแข็งกันสักนิดนะครับ

บริเวณ สระลอยคำจะมีอุโมงค์รอดไปยังฟิตเนสด้วยครับ น่าจะได้แรงบรรดาลใจมาจากวัดอุโมงค์

ฟิตเนสในความรู้สึกผมดูธรรมดามากกกกกกก ถึงมากได้อีก ที่นี่จะมีเทรนเนอร์ก้ามปูไว้ดูแลแขกด้วยครับ

เราสามารถ ขอยืมจักรยานได้ที่จากฟิตเนสนี่แหละครับ

ฝั่งตรงข้ามฟิตเนส คือเรือนไทยโดยเรือนไทยสามหลังนี้ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ล้านนา ซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นของเก่าจริงอายุกว่า 100 ปี

ชั้นบนจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ความเป็นอยู่ของคนล้านนาในสมัยโบราณ

ชั้นล่างจะมีแม่อุ้ยนั่งสอนงานศิลปหัตถกรรมแบบไทยล้านนา ฟรี

ของเหล่านี้เราสามารถขอมาเป็นของที่ระลึกได้ด้วย แม่อุ้ยใจดีขนาดดดด

ถัดจากพิพิธภัณฑ์ เรือนไทยสามหลัง เราจะเข้าสูโซนนาใต้ครับ ที่นี่คือสุดขอบรั่วของ ดาราเทวีนครกันแล้วครับ ที่นี่จะมีนาข้าว บึงบัว และสะพานไม้ไผ่สาน บรรยากาศดีทีเดียวครับ เหมาะจะมาเดินเล่นยามเย็นๆ

ที่เห็นลิบๆโน่นคือ ดาราของที่นี่  บุญชอบ กระบือเผือก ที่แสนป๊อปปูล่าของที่นี่ ช่วงเช้าๆคนเลี้ยงบุญชอบจะ ขี่บุญชอบเป่าขลุ่ย เสียงไพเราะกังวานไปทั้งทุ่งน่าเลย ได้ฟีลลิ่ง สุดยอดมากๆๆ

เอาล่ะครับ ขี่จักรยานวกกลับมา ในโซนโคโรเนียลกันดีกว่า ในโซนนี้จะเป็นโซนห้องพักแทบทั้งหมด จุดนี้จะเปรียบเสมือน หมู่บ้านของชาวเมืองดาราเทวีนครกัน

ที่นี่จะมีสระว่ายน้ำหลักของรีสอร์ทอยู่ครับ Main Pool สระใหญ่มากกกกก พื้นสระสโลฟไม่เท่ากันนะครับ ลึกสุด 1.5 เมตร

ถ้าประสาทรับรู้ผมไม่เพี้ยนไปเสียก่อน บ่อตรงนี้จะเป็นน้ำอุ่นนะครับ

เอาล่ะครับเราไปดูห้องพักในโซนของโคโรเนียลกันดีกว่า ห้องพักที่เขาว่าเปรียบเสมือนบ้านของชาวดาราเทวีนคร

และนี่คือห้องโคโรเนียลสวีท ที่เป็นห้องพักที่เรียกว่าเป็นระดับเริ่มต้นของที่นี่ แต่เห็นมั้ยครับว่าไม่ได้ธรรมดาเอาซะเลย ดูๆไปแล้วดีกว่าห้องระดับท๊อปๆของบางโรงแรมซะอีก

หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องนอน หนึ่งระเบียงใหญ่ หนึ่งห้องน้ำใหญ่ อ่างจากุชชี่ขนาดแช่สองคน หนึ่งห้องน้ำเล็ก

มิน่าหล่ะห้องเริ่มต้นของที่นี่มันถึงได้แพงขนาดน้านนนนนน จากที่ผมสัมผัสมา นี่มันคือห้องระดับท๊อปของหลายๆเลยโรงแรมเลยก็ว่าได้นะครับ

ห้องที่แพงที่สุดในโซนนี้คือ โคโรเนียลดูเพล๊กสวีท ห้องจะอยู่บนหอคอยนั้นแหละครับ

ในห้องค่อนข้างจะดูหรูหราและ กว้างขวางมากกกกกกกก จนเรียกได้ว่ากว้างจนเกินไปด้วยซ้ำ ถึงจะมีด้วยกันแค่ 2 ชั้น แต่ก็มีลิฟท์ไว้ให้ใช้ส่วนตัวด้วย (ไฮโซที่สุด)

ส่วนทางฝั่งที่เป็นวิลล่า ซึ่งที่นี่เขาบอกว่า วิลล่าบริเวณนี้ เปรียบเสมือนบ้านของผู้ที่มีฐานะในเมืองดาราเทวีนคร

วิลล่าที่ผมมีโอกาสได้พัก เป็นวิลล่า plunge pool  หรือวิลล่าที่มีบ่อน้ำอุ่นจากุชชี่เอาไว้แช่ด้วยครับ มาพักหน้าร้อน ลงแช่ไป เล่นเอามึนไปเลยเหมือนกันครับ

ภายในกว้างขวาง หรูหรา ไฮโซววววว ประหนึ่งจังจุฑาเทพก็ไม่ปาน

อ่ะ มีเปียโนให้ด้วย ยิ่งทำให้นึกถึงชายหมอ พุฒิพัตร เข้าไปอีก ใครที่เล่นเปียโนเป็นนี่คงสร้างความประทับใจให้คนที่ไปด้วยได้แน่ๆๆ  คิดแล้วอยากเล่นเป็นขึ้นมาซะตอนนั้นเลย

มีครัวขนาดพอเหมาะให้ด้วย ซึ่งบอกตรงๆ ผมว่ามันไม่ได้ใช้หรอกนะ หรือเขามีเอาไว้เตรียมไพรเวทดินเนอร์ในวิลล่าหว่า

ห้องน้ำเล็กชั้นล่างมีห้องชาวเวอร์ และ สตรีมให้ด้วย อันนี้เจ๋ง

บนชั้นสองจะเป็นห้องนอนใหญ่ เน้นการตกแต่งด้วยไม้สักเป็นหลัก โดยรวมผมก็ว่าว้าวอยู่นะ  อารมณ์เหมือนนอนในวังกันเลย

มีแถมห้องทำงานขนาดกำลังพอใช้ให้ด้วย

ห้องน้ำที่ชั้นสองนี้ก็ใหญ่เวอร์ได้อีก มีครบ ห้องสุขา ห้องแต่งตัว ชาวเวอร์แยก อ่างแยก

ยังไม่พอนะ แถมระเบียง แบบกว้างสุดๆๆ ให้อีกด้วยล่ะกัน และทั้งหมดนี้เขาให้อยู่กันแค่สองคนเท่านั้นครับ อยู่กันสองคน สงสัยจะวิ่งไล่กันเป็นหนังแขกกันได้สบายๆเลย 5555

ส่วนห้องระดับพูลวิลล่า ขอบอกว่าพื้นที่ภายในวิลล่าไม่ค่อยกว้างขวางอะไรนะครับ ภายในจะดูเล็กกว่าห้อง plunge pool

แต่พื้นที่ส่วนกลางภายนอกนี่กว้างจริงอะไรจริง สระว่ายน้ำนี่ใหญ่อลังได้อีก และพูลวิลล่าแต่ล่ะหลังก็จะมีวิวไม่เหมือนกันด้วย แล้วแต่ใครจะปลื้มแบบไหนเลือกได้

ส่วนห้องพักในบริเวณนี้  เปรียบได้ดั่งชนชั้นสูงของดาราเทวีนคร ซึ่งมีอยู่แค่ไม่กี่หลัง ชื่อห้องพักในบริเวณโซนนี้จะเป็นชื่อตามราชธานีของเมืองพม่า ห้องที่สวยสุดของโซนนี้จะชื่อมัณฑะเลย์ ที่อยู่ติดๆกันก็จะเป็นอมรปุระ

ส่วนห้องพักที่มีวิวสวยที่สุดของดาราเทวีนครคือห้องนี้แหละครับ จะมีอยู่ห้องเดียวเท่านั้นครับ ชื่อ สปาเพนท์เฮ้าส์สวีท

ขนาดความกว้างใหญ่ไม่ต้องพูดถึง ไม่แพ้ โคโรเนียลดูเพล๊กสวีทเลย ห้องนี้มีดีที่มีห้องสปาส่วนตัวในห้อง และวิวของตำหนักฝั่งสปาทั้งหมด เราไปดูบรรยากาศกันคร่าวๆ

ปิดท้ายกับห้องที่หรูหราที่สุดของที่นี่ ถ้าจะให้เปรียบเทียบคงจะเป็นตำหนักชั้นในของเจ้าเมืองดาราเทวีนคร  รอยัลสวีท ความอลังการของห้องนี้อยู่ที่ ห้องวิลลาส่วนตัว 6 ห้องนอน ทุกหลังแยกห้องนอนกันหมด 3 สระว่ายน้ำ และพื้นที่ส่วนกลางที่เรียกว่าจะกว้างขวางไปไหน เหมือนอณาจักรส่วนตัวเลยก็ว่าได้ ราคาห้องนี้คงไม่ต้องเอ่ยถึงจะดีกว่า เพราะเอ่ยขึ้นมาเดี๋ยวจะหลอนกันซะเปล่าๆ

ถ้าจะให้ดาราเทวีนครเหมือนนครโบราณจริงๆ ที่นี่ก็ควรจะต้องมีตลาดด้วย ซึ่งที่นี่ก็ไม่พลาดในเรื่องนี้ ตลาดของที่นี่ชื่อ กาดดารา แต่ของที่ขายส่วนใหญ่ ราคาระทึกใจได้อีก เรียกว่ามาเดินชมบรรยากาศเอาล่ะกันน้า วินโดว์ชอปปิ้ง

ป.ล. ร้านที่ขายดีที่สุดของกาดดาราแห่งนี้คือ ร้านขนมเบเกอรี่ที่ชื่อ ดาราเทวีเค้กช้อปครับ

ปิดท้ายไดอารี่กันที่ห้องสมุดของดาราเทวีนครกัน ที่นี่จะอยู่ในบริเวณใกล้ๆกับกาดดารา ใครจะใช้บริการอินเตอร์เน็ต ยืมหนังDVD ยืมหนังสือ ต้องมาที่นี่เลยครับ ห้องสมุดกว้างขวางใหญ่โต และเงียบสงบมาก

สรุปปิดท้าย

เรื่องชวนปลื้ม

สำหรับผมแล้วผมค่อนข้างประทับใจกับรีสอร์ทแห่งนี้พอสมควรนะครับ ต้องยอมรับว่ายิ่งใหญ่อลังการ และรักษาคอนเซ็ปได้ไม่มีหลุดในทุกจุด ให้ความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวนครโบราณสักแห่ง ไม่ค่อยเหมือนมาพักโรงแรมสักเท่าไหร่เลยครับ

เรื่องไม่ชวนปลื้ม

ราคาครับ เรียกได้ว่าสัมผัสยากจริงๆ เชื่อว่ามีหลายๆคนอยากจะลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แต่ราคาก็นะ เอื้อมถึงยากเสียเหลือเกิน (ราคาเริ่มต้น ในช่วงหน้าฝน จะอยู่ที่ 10000++ ครับ )

เรื่องบรรยากาศแปลกๆ อีกเรื่อง ช่วงกลางวันไม่รู้สึกหรอกครับ แต่พอช่วงกลางคืนนี่สิแอบมีหวิวๆได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะวิลล่าที่เป็นไม้สักทั้งหลัง  ด้วยความที่ห้องพักมันใหญ่มาก ประกอบกับของตกแต่งที่เป็นของโบราณจริงๆแทบทั้งหมด บางทีก็ทำให้จิตนาการของเราพุ่งไปไกลเกินจะฉุดรั้งไว้ได้ T__T

ในส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารการกินทั้งหมดของดาราเทวี จะอยู่ในไดอารี่ส่วนที่เป็นภาคของอาหารแล้วครับ ใครสนใจตามลิงค์กันไปเลย

เชิญคลิ๊กที่นี่

Leave a Reply